ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Reef and Fish เรามาสร้างสังคมคนรักปลาทะเลร่วมกันนะครับ

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Sir-t

หน้า: [1] 2 3 4
2
ข้อมูลเก่าที่ผมเคยลงไว้กลุ่ม RF1 ที่โดนปิด

มีปลาเก่าอยู่ในตู้แล้ว แล้วซื้อปลาใหม่มาลง เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นไล่กัดกัน  จะทำอย่างไงดี

อันนี้ไก่สอบถามจะลูกค้ามาอีกทีนะครับ วิธีที่คุณลูกค้า ทำคือจับปลาใส่กล่องพักปลาที่มีช่องกั้นไว้ ให้ปลาเห็นหน้ากันทุกวัน จนครบ 1 เดือน
ให้เอาที่กั้นออกแล้วสังเกตุว่ายังกัดกันอีกไหม ถ้ากัดกันอยู่ให้กั้นปลาต่อไปอีก

จนกว่าเอาที่กั้นปลาออกแล้วไม่กัดกัน ถึงจะปล่อยลงไปในตู้ได้
ส่วนปลาคู่นี้ใช้เวลาในการพัก ไม่กัดกันอยู่ในกล่องเป็นเวลา 3 เดือนครับ

เอาไว้เป็นทางเลือกอีกวิธีนึงเวลาลงปลาแล้วกัดกันผิดพลาดประการใดติชมได้ครับ

#reefandfish



3

4
ระบบ และอุปกรณ์ / Re: การเสริมไฟ
« เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2020, 01:27:46 PM »
หากผมมีไฟเลี้ยง SPS อยู่แล้ว หากเสริมไฟบลู จะมีผลต่อปะการังไหมครับ
ไม่มีผล มีผลคือสวยขึ้นครับผม

5

6
ปลา / โรคจุดขาว
« เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2020, 12:17:31 PM »
โรคจุดขาวในปลาทะเล

เมื่อพูดถึงกลุ่มโรคจุดขาวในปลาทะเล จะประกอบไปด้วยเชื้อที่ทำให้เกิดโรค คือ Cryptocaryon irritans (marine ich หรือ white spot disease), Amyloodinium ocellatum (velvet หรือ coral fish disease) และ Brooklynella hostilis (clownfish disease) ซึ่งกลุ่มโรคดังกล่าวเป็นโรคติดเชื้ออีกชนิดที่พบบ่อยในสำหรับคนเลี้ยงปลา ทะเล
สาเหตุของโรคและปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรค
                เชื้อโปรโตซัวชนิด ciliate (ciliate protozoa)เป็นสาเหตุของโรค โดยเชื้อใช้เส้นขนเล็ก ๆ ที่อยู่รอบเซลล์ในการเคลื่อนที่ การติดต่อจากตู้หนึ่งไปยังอีกตู้หนึ่งนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายมากโดยเฉพาะการใช้ อุปกรณ์ร่วมกันระหว่างตู้ เช่น ไม้ทำความสะอาด หรือ กระชอน เป็นต้น
                นอกจากนี้ ภาวะเครียดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น คุณภาพน้ำที่ไม่ดี   คุณภาพของอาหารที่ไม่สมบูรณ์  เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิภายในตู้ในรอบวันอยู่ตลอดเวลา เป็นต้น ทำให้ภูมิต้านทานของปลาต่อเชื้อนี้ลดลง  ส่งผลให้เชื้อซึ่งสามารถพบได้อยู่ปกติเกิดการรุกรานปลาที่อ่อนแอและเพิ่ม จำนวนจนทำให้เกิดการระบาดของโรคอย่างรวดเร็ว
อาการที่พบ
                เชื้อมักจะมีผลกับ ผิวหนัง ครีบ ดวงตา และเหงือกของปลา อาการที่สังเกตได้คือ อัตราการหายใจของปลาเพิ่มขึ้นและถี่ขึ้น สังเกตได้จากแผ่นปิดเหงือกที่จะมีการเปิดปิดอย่างรวดเร็ว และปลามีอาการว่ายแฉลบ หรือ flashing หรือพยายามถูตัวกับสิ่งตกแต่งในตู้ เนื่องจากเกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง  ตัวเชื้อกระตุ้นให้ผิวหนังของปลาเกิดการสร้างเมือกที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ ในขบวนการกำจัดเชื้อปกติของร่างกาย ปลาจะสลัดเมือกและตัวเชื้อทิ้งไป ส่งผลให้ผิวหนังขาดเมือกที่ทำหน้าที่ปกคลุมผิวหนัง ดังนั้นผิวหนังอาจติดเชื้อแบคทีเรียตามมาได้ นอกจากนี้อาการตาขุ่นก็สามารถพบได้เช่นกัน



Marine ich หรือ white spot disease


Cryptocaryon irritans เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้  โรคนี้สามารถวินิจฉัยได้ง่ายมากจากการสังเกตผิวหนังภายนอก จะพบว่ามีลักษณะจุดสีขาว ๆ ขนาดเท่ากันกระจายตัวอยู่บนผิวหนังของปลา คล้ายผงเกลือหรือผงแป้ง  วงรอบชีวิตของเชื้ออยู่ที่ 28 วัน แบ่งเป็นสามระยะ คือ 1) ระยะ trophont  2) ระยะ tomont และ 3) ระยะ tomite  โดยระยะ trophont เป็นระยะที่เชื้ออาศัยอยู่บนผิวหนัง ครีบ และเหงือก ของปลา  ทำให้เรามองเห็นเป็นจุดสีขาวเล็ก ๆ บนผิวหนังของปลา หลังจากนั้นเชื้อจะแตกตัวออกจากผิวหนังมาอยู่ในน้ำ เข้าสู่ระยะ tomont ซึ่งเกิดการสร้างแคปซูลหุ้มรอบตัวเองและเกาะกับวัสดุอื่น ๆ ที่อยู่ในตู้  มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อการแบ่งตัวเสร็จสมบูรณ์แคปซูลจะแตกออกและปล่อยระยะ tomite ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ได้และต้องว่ายไปหาปลาเพื่อก่อโรคใหม่ภายใน 48 ชั่วโมง จากนั้นจะกลับเข้าสู่ระยะ trophont เช่นเดิม

การวินิจฉัยโรค
                สามารถสังเกตจากจุดสีขาวเล็ก ๆ ขนาดเท่ากันกระจายทั่วตัวปลา แต่บางครั้งอาจสังเกตได้ยากหากปลามีสีอ่อนค่อนไปทางขาว ทำให้เห็นไม่ชัดเจน การวินิจฉัยทำได้โดยทำการขูดเมือกที่ผิวหนัง หรือการตัดเหงือกมาส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะพบระยะ trophont สังเกตเห็นชัดเจน

การรักษา

                ระยะที่สามารถฆ่าเชื้อนี้ได้คือระยะที่เชื้ออยู่ภายนอกตัวปลาคือ ระยะ tomont  และ  tomite ซึ่งการรักษามีหลายรูปแบบ ประกอบด้วย             
ย้ายปลาลงตู้ใหม่ทุกสามวัน ทำให้ลดจำนวนของเชื้อลงได้ แต่วิธีการนี้จะทำให้ปลาเครียดมาก อาจส่งผลต่อภูมิคุ้มกันต่อเชื้อที่ลดลง
การเพิ่มอุณหภูมิ อยู่ที่ 28-30 องศาเซลเซียส จะช่วยให้วงรอบชีวิตเร็วขึ้น กล่าวคือทำให้เชื้อเกิดการแตกออกจากแคปซูลได้เร็วขึ้นและถูกทำลาย หรือการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน วันละ 10% จะช่วยให้จำนวนเชื้อลดลง ในกรณีที่ตู้มีขนาดใหญ่ ไม่สามารถใส่ยาและเปลี่ยนน้ำเป็นจำนวนมากได้ทุกวัน
Copper sulfate หรือ จุนสี สามารถรักษาการติดเชื้อโรคจุดขาวได้ โดยความเข้มข้นของ copper ion ในน้ำที่สามารถฆ่าเชื้อได้ (therapeutic level) ประมาณ 0.15 – 0.20 ppm เป็นระยะเวลา 28 วัน หากความเข้มข้นต่ำกว่านี้จะไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ หากความเข้มข้นสูงกว่านี้ อาจส่งผลให้ปลาตายได้ ดังนั้นหากต้องการรักษาด้วยวิธีนี้ จำเป็นต้องมีชุดตรวจ copper ในน้ำ  นอกจากนี้สาร copper sulfate ถือว่าเป็นสารก่อมะเร็ง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำในตู้ และต้องนำสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังทุกชนิดออกจากตู้ด้วยเนื่องจากสัตว์เหล่า นี้มีความไวต่อยาชนิดนี้  หลังจากครบเวลาในการรักษา การกำจัด copper สามารถใช้ activated carbon ขนาด 75 กรัมต่อน้ำ 40 ลิตร หรือประมาณ 2 g/L  โดยส่วนตัว พบว่าวิธีนี้เป็นสิ่งที่ดี ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ เชื้อไม่กลับมาอีก แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงคือการตกค้างในตู้ และการกำจัดปริมาณ copper ion ทำได้ลำบาก
Hyposalinity method หรือการลดความเค็มส่งผลต่อระยะ tomont เกิดการสลายตัวเนื่องจากความแตกต่างของแรงดันออสโมติก โดยการลดความเค็มลงวันละ 2-3 ppt ต่อวัน หรือประมาณ 2 แต้มหากเป็นหน่อยของ specific gravity เช่น จาก 1.025 เป็น 1.023 เป็นต้น จนกระทั่งความเค็มเหลือน้อยกว่า 16 ppt หลังจากนั้นเป็นเวลา 3 อาทิตย์ ค่อย ๆ ปรับความเค็มขึ้นตามปกติ ทั้งนี้ต้องนำหินเป็นและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังทุกชนิดออกจากตู้ที่ต้องการ รักษา
Formalin (37% formaldehyde) ใช้ปริมาณ 0.025 ml formalin / L หรือ 25 ppm  ใส่ลงในตู้ปลา ทั้งหมดสามครั้ง วันเว้นวัน เปลี่ยนน้ำ 50% ในวันถัดไป  แต่ต้องระวัง โดยห้ามใช้ formalin หากพบว่าปลามีบาดแผลตามตัว  และ formalin มีผลทำให้ลดอัตราการละลายของออกซิเจนในน้ำ ดังนั้น เมื่อใส่ formalin เข้าไปจะต้องเพิ่มอากาศในตู้
 Formalin (37% formaldehyde) + Malachite green (Leteux-Meyer Mixture) โดยใช้ปริมาณ 0.025 ml formalin / L หรือ 25 ppm รวมกับ 0.10 mg/L malachite green  ใส่ลงในตู้ปลา ทั้งหมดสามครั้ง วันเว้นวัน เปลี่ยนน้ำ 50% ในวันถัดไป  ทั้งนี้ต้องระวังการสัมผัสน้ำในตู้เนื่องจาก malachite green   เป็นสารก่อมะเร็ง
Quinacrine hydrochloride  เป็นยาที่ใช้รักษาโรคมาลาเรียในคน ใช้ขนาด 4-6 mg ต่อแกลอน หลังจากนั้น 10 วัน ให้ทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำและกำจัดตัวยาออกโดยใช่ activated carbon
                 จากประสบการณ์การรักษาโรคนี้ด้วยวิธีต่าง ๆ สิ่งที่ต้องคำนึง คือ หากเราใส่ยาในการรักษา ยาบางชนิดต้องทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำ 50 % ซึ่งทำได้ค่อนข้างลำบากหากตู้มีขนาดใหญ่มาก และใช้น้ำเค็มปริมาณมากเช่นกัน การเลือกใช้วิธีการรักษาใด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม โดยส่วนตัว พบว่าหากเป็นตู้ที่มีขนาดใหญ่ การใช้ copper sulfate ร่วมกับการเพิ่มอุณหภูมิ ให้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก เชื้อไม่กลับมาอีก แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงคือการตกค้างในตู้ และการกำจัดปริมาณ copper ion ทำได้ลำบาก ส่วนการใช้ formalin พบว่ากำจัดเชื้อไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร  การเปลี่ยนถ่ายน้ำน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ สามารถลดปริมาณเชื้อลงได้และการใส่ heater ช่วยให้โรคนี้ลดลงได้เช่นกัน
การป้องกัน
                หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ร่วมกันระหว่างตู้ เนื่องจากเชื้อสามารถติดตามอุปกรณ์ต่าง ๆ และสามารถแพร่สู่อีกตู้หนึ่งได้ นอกจากนี้ หากเกิดการติดเชื้อขึ้น ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้กับตู้ที่ติดเชื้อทุกครั้ง โดยการล้างน้ำจืด หรือ แช่ใน formalin ก็ได้
                การกักโรคถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันโรคทุกชนิดสู่ตู้ปลาที่เลี้ยง วงรอบชีวิตของเชื้อนี้อยู่ที่ประมาณ 28 วัน  ดังนั้นการกักโรคปลาอย่างน้อยอยู่ที่ 3-4 สัปดาห์ ก่อนที่จะทำปลาตัวใหม่ปล่อยลงตู้


ผิดพลาดประการใดน้อมรับความคิดเห็น


เครดิต เขียนโดย LITTLEBLOGGER
MARINE FISH


7
ปะการัง / ปะการัง(Coral)
« เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2020, 10:28:12 AM »

      ปะการัง มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นก้อนหินบ้างเป็นพืชบ้าง น้อยคนนักที่จะคิดว่าปะการังเป็นสัตว์ ถ้าดูจากรูปร่างภายนอกที่มีความหลากหลายแล้วก็คงต้องคิดอย่างนั้น แต่ความจริงแล้วปะการังเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ในทะเล มีโครงสร้างภายนอกเป็นหินปูนที่ตัวปะการังสามารถสร้างขึ้นได้เองโดยอาศัยแคลเซียมจากน้ำทะเล

          ใครจะรู้บ้างว่าซากปะการังซึ่งเป็นหินปูนก้อนหนึ่งที่เราพบตามชายทะเลนั้นก่อกำเนิดมาจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นับล้านตัวด้วยเวลาอันยาวนาน เราเรียกว่า "ปะการัง" ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังอยู่ในกลุ่มของไดนาเรีย ซึ่งเคยเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่าซิเลนเทดเรท มีอยู่บางชนิดที่เป็นตัวเดียวแต่มีขนาดใหญ่ เช่นปะการังดอกเห็ดบางชนิด หินปูนซึ่งเป็นโครงสร้างแข็งนั้นมีตัวปะการังเรียกว่า โพลิป (polyp) เป็นผู้สร้างขึ้น โพลิปนั้นมี ลักษณะอ่อนนุ่มค่อนข้างโปร่งใส รูปร่างเป็นทรงกระบอกปลายล่างตันด้านบนมีปากอยู่ตรงกลาง และมีหนวดเรียงรายอยู่โดยรอบ เป็นจำนวน 6 หรืออนุกรม 6 ที่หนวดนี้มีเซลล์สำหรับต่อยเพื่อให้ปะการังป้องกันตนเอง และหาอาหาร

          ปะการังหาอาหารกินด้วยการจับเหยื่อตัวเล็กๆ ที่ล่องลอยมากับกระแสน้ำ โดยปล่อยเข็มพิษออกมาจากเซลล์สำหรับต่อยในเวลากลางคืนปะการังจะแผ่ขยายหนวดควานหาเหยื่อและใช้เข็มพิษจับเหยื่อเป็นอาหาร จากเหตุนี้ทำให้ลักษณะที่ปรากฎของปะการังในตอนกลางวันต่างจากลักษณะของปะการังกลางคืนค่อนข้างมาก


ลักษณะของปะการัง

          เนื่องจากปะการังมีรูปร่างหลากหลายและมีร่วม 1,000 ชนิด บางชนิดก็กลับมีรูปร่างแตกต่างกันไปตามบริเวณที่อยู่อาศัยด้วย จึงนับเป็นการยากที่จะรู้จักชื่อปะการัง ยกเว้นการศึกษาอย่างจริงจัง ดังนั้นเพื่อความสะดวกในการรู้จักปะการังในขั้นต้น โดยสามารถแบ่งตามลักษณะที่เห็นออกได้เป็น 7 กลุ่มคือ

1. ปะการังก้อน (Massive Coral) มีลักษณะเป็นก้อนตันคล้ายก้อนหิน เช่น ปะการังสมอง
2. ปะการังกึ่งก้อน (Submassive Coral) มีลักษณะเป็นแท่งรวมกันเป็นกระจุกโดยไม่ได้ติดเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด
3. ปะการังเคลือบ (Encrusting Coral) มีลักษณะเติบโตขยายคลุมไปตามลักษณะของพื้นผิวที่มันห่อหุ้มอยู่
4. ปะการังกิ่งก้าน (Branching Coral) มีลักษณะเป็นกิ่งก้านแตกแขนง
5. ปะการังกลีบซ้อน (Foliaceous Coral) มีลักษณะเป็นแผ่นรวมกันเป็นกระจุกแบบใบไม้หรือผัก
6. ปะการังแผ่น (Tabulate Coral) มีลักษณะที่ขยายออกในแนวราบคล้ายโต๊ะอาจซ้อนกันเป็นชั้นๆ
7. ปะการังเห็ด (Mushroom Coral) มีลักษณะเป็นปะการังก้อนเดี่ยวๆ

          นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมีสัตว์ 2 ประเภทที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับปะการัง แต่มีลักษณะภายนอกคล้ายปะการังมาก คือ ปะการังสีน้ำเงิน (Blue coral) ซึ่งในสภาพธรรมชาติขณะมีชีวิตอยู่จะมีสีเทา แต่เมื่อตายแล้วจะเห็นชัดว่าเป็นปะการังทั้งก้อน อีกประเภทหนึ่งคือ ปะการังไฟ (Fire coral) พวกนี้มีสีน้ำตาลเหลือง เมื่อไปสัมผัสโดนกับพวกนี้แล้วจะถูกเข็มพิษ ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่าปะการัง ทำให้เกิดอาการแพ้ได้



การสืบพันธุ์ของปะการัง

ปะการังมีการสืบพันธุ์ได้ 2 แบบ คือ

          1. แบบอาศัยเพศ วิธีนี้ปะการังส่วนใหญ่ที่เป็นตัวๆ มากมายประกอบกันเป็นโคโลนีนั้น เมื่อโตเต็มที่แล้วก็จะปล่อยไข่หรือสเปิร์มของตัวมันออกมา บางชนิดในโคโลนีเดียวกันจะมีทั้งสองเพศคือ ปล่อยมาทั้งสเปิร์มและไข่ สเปิร์มและไข่ของปะการังเมื่อออกมาแล้วจะผสมกันเป็นตัวอ่อน เรียกว่า พลานูลา (Planula) เป็นที่น่าสนใจว่าการผสมพันธุ์ของปะการังด้วยวิธีนี้จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในทะเล สำหรับเมืองไทยอยู่ในระยะเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ซึ่งตัวอ่อนเหล่านี้จะขึ้นมาลอยอยู่ในน้ำทะเลเต็มไปหมด จนบางครั้งเข้าใจผิดว่าเป็นการเพิ่มจำนวนของแพลงตอนพืช ลุกปะการังตัวเล็กๆ จะล่องลอยไปตามกระแสน้ำอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่งจนกระทั่งเจอพื้นที่ๆ เหมาะสม จะลงเกาะกับวัตถุที่แข็ง เช่นก้อนหิน หรือซากปะการัง จากนั้นปะการังก็จะเริ่มสร้างโครงสร้างแข็งที่เป็นหินปูนขึ้นมาเป็นโครงร่าง

          2. แบบไม่อาศัยเพศ นั่นคือ ปะการังจะแตกหน่อออกไปเรื่อยๆ ขยายออกไปตามลักษณะของปะการังแต่ละชนิด ทำให้โคโลนีใหญ่ขึ้น

ปะการังถ้าถูกทำลายจะต้องใช่การฟื้นตัวนานเท่าใด?

          นักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาอัตราการเติบโตของปะการัง โดยใช้วิธีการหลายรูปแบบ ทั้งการวัดโดยตรง การย้อมสี รวมไปถึงการใช้กัมมันตรังสี ซึ่งทำให้วัดอัตราการเติบโตของปะการังแต่ละชนิดได้ โดยทั่วๆ ไปปะการังแผ่นและปะการังกิ่งจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างเร็วกว่าอย่างอื่น อาทิ ปะการังเขากวางบางชนิดจะเจริญเติบโตเฉลี่ยได้กว่า 10 เซนติเมตรต่อปี ในขณะที่ปะการังก้อนอัตราเติบโตเฉลี่ยจะมีเพียงประมาณ 1 - 2 เซนติเมตรต่อปีเท่านั้น ดังนั้นไม่ใช้เรื่องง่ายที่ปะการังถูกทำลายแล้วจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว



รูปแบบและการแพร่กระจายของปะการังในประเทศไทย

          1. กลุ่มปะการัง (Coral Community) เป็นบริเวณที่มีก้อนปะการังกระจายอยู่ตามพื้น จะไม่พบหินปูนที่เกิดจากการสะสมทับถมกันของปะการังได้เด่นชัด ความลาดชันของพื้นเป็นไปตามลักษณะของชายฝั่ง มิใช่เกิดจากการสร้างแนวปะการังการแพร่กระจายของปะการังจึงเป็นไปตามลักษณะฝั่ง จะพบกลุ่มปะการังในบริเวณที่มีพื้นแข็ง เช่น บริเวณที่มีโขดหิน บริเวณข้างเกาะเป็นต้น

          2. แนวปะการัง (Coral Reef) บริเวณนี้จะเห็นการสะสมตัวของหินปูนที่เกิดจากปะการัง ซึ่งตายทับถมอยู่ด้านล่างของปะการังมีชีวิตชัดเจน โดยทั่วไปแนวปะการังนี้มักจะอยู่ห่างจากชายฝั่งออกมา โดยมีชายหาดด้านในเป็นพื้นทราย ถัดออกมาก็จะพบแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งมีปะการังอยู่ประปรายในบริเวณที่น้ำไม่ลึกนัก เรียกว่า Reef Flat เวลาน้ำลงมากๆ ปะการังจะโผล่เหนือน้ำเล็กน้อยเป็นสาเหตุที่ด้านบนผิวหน้าของปะการังจะตายแล้วจึงมาถึงแนวปะการัง ซึ่งมีปะการังขึ้นทับถมกันมากมาย เป็นบริเวณที่มีพลังงานหมุนเวียนมากเพราะในบริเวณนี้จัดได้ว่าเป็นบริเวณปะทะคลื่น (Wave Front)


ลักษณะต่างๆ ของปะการังในประเทศไทย

อ่าวไทยฝั่งตะวันออก

          จังหวัดตราด พบที่หมู่เกาะช้าง หมู่เกาะหมาก และหมู่เกาะกูด เป็นบริเวณที่เห็นความเป็นแนวปะการังชัดเจน มีหลายบริเวณที่ปะการังงดงามและหลากหลายมาก จัดเป็นบริเวณที่มีแนวปะการังที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

          จังหวัดจันทบุรี เนื่องจากมีแม่น้ำเวฬุเปิดออกบริเวณจังหวัดนี้ จึงทำให้มีป่าชายเลนขนาดใหญ่ จากการที่น้ำจืดและตะกอนลงมามาก ปะการังที่มีอยู่จึงไม่น่าสนใจเท่าใด

          จังหวัดระยอง พบที่หมู่เกาะเสม็ด หมู่เกาะกุฏี และหมู่เกาะมัน ปะการังที่พบในบริเวณนี้เริ่มเห็นการสร้างแนวปะการังจึงมีการซ้อนอยู่เป็นชั้นๆ มีความหลากหลายและเติบโตดี

          จังหวัดชลบุรี พบปะการังที่หมู่เกาะสีชังเป็นเกาะแรก หมู่เกาะไผ่ หมู่เกาะล้าน และหมู่เกาะคราม ปะการังในบริเวณสีชังอันเป็นอ่าวไทยตอนในจะมีลักษณะเป็นเพียงกลุ่มปะการังเท่านั้น เมื่อเลยออกไปไกลจากอ่าวไทยตอนในได้แก่ หมู่เกาะครามจะมีความหลากหลายและการเจริญของปะการังดีกว่าตอนในของอ่าว

อ่าวไทยฝั่งตะวันตก

          จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีแนวปะการังพัฒนาดีมาก บางบริเวณสวยงาม บางแห่งทับถมของปะการังทำให้ตื้นขึ้นมาเป็นเกาะเล็กๆ ปะการังพบที่หมู่เกาะเต่า หมู่เกาะพะงัน หมู่เกาะสมุย หมู่เกาะแตน และหมู่เกาะอ่างทอง

          จังหวัดชุมพร ปะการังมีการทับถมกันจนเป็นแนวปะการังแล้ว มีการเจริญของปะการังดี ปะการังพบที่หมู่เกาะจระเข้ หมู่เกาะง่าม เกาะไข่ เกาะทะลุ หมู่เกาะมาตรา หมู่เกาะมัดหวาย และหมู่เกาะค้างเสือ

          จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นจังหวัดแรกทางชายฝั่งด้านนี้ที่พบปะการัง ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มของปะการังมากกว่าเป็นแนวปะการังที่หมู่เกาะเลื่อม เกาะจาน และเกาะทะลุ

ทะเลอันดามัน

          จังหวัดสตูล เป็นจังหวัดที่มีป่าชายเลนมาก ห่างจากฝั่งออกไปจึงจะมีปะการัง พบที่หมู่เกาะตะรุเตา และหมู่เกาะอาดัง - ราวี

          จังหวัดตรัง อุดมไปด้วยป่าชายเลนและหญ้าทะเลบริเวณชายฝั่ง การเติบโตของปะการังที่ค่อนข้างดีนั้นพบที่หมู่เกาะไหง และหมู่เกาะรอก

          จังหวัดกระบี่ บริเวณชายฝั่งมีป่าชายเลนและมีแม่น้ำ ต้องออกไปห่างฝังปะการังจึงจะดี พบได้ที่เกาะด้ามหอก หมู่เกาะพีพี และหมู่เกาะลันตา

          จังหวัดภูเก็ต พบตามชายฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ต ส่วนทางชายฝั่งด้านตะวันออกมีป่าชายเลน และเป็นทรายปนเลน ต้องออกไปห่างภูเก็ค เช่นเกาะห้อง จึงพบแนวปะการังได้ ส่วนทางใต้เกาะภูเก็ตมีเกาะไม้ท่อน และหมู่เกาะราชา

          จังหวัดพังงา ทางตะวันตก ห่างออกจากฝั่งออกไปมากมีหมู่เกาะอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งแต่ละเกาะมีแนวปะการังเจริญดีมาก เช่นหมู่เกาะสุรินทร์ เกาะตาชัย หมู่เกาะสิมิลัน และหมู่เกาะยวง ทำให้เป็นที่สนใจของนักดำน้ำทั่วโลก ส่วนทางทิศใต้เป็นป่าชายเลนขนาดใหญ่ ทำให้ไม่พบแนวปะการัง

          จังหวัดระนอง เป็นบริเวณที่มีแม่น้ำและป่าชายเลนกว้างขวาง การเติบโตของปะการังจึงไม่ดี แต่อย่างไรก็ตามห่างฝั่งออกไปก็สามารถพบปะการังได้เช่นกันที่หมู่เกาะกำ



สิ่งมีชีวิตในแนวปะการัง

1. สาหร่าย
2. ฟองน้ำ
3. หญ้าทะเล
4. ปะการังอ่อน
5. กัลปังหา และพัดทะเล
6. ดอกไม้ทะเล
7. หนอนทะเล
8. หอย
9. สัตว์มีขาเป็นข้อ เช่น กุ้ง ปู
10. สัตว์ที่มีผิวหนังเป็นปุ่ม เช่น หอยเม่น ปลาดาว ปลาดาวหมอน
11. เพรียงหัวหอม
12. ปลาต่างๆ เช่น ปลาผีเสื้อ ปลาสลิดหิน ปลาเก๋า ปลากะพง


ความสำคัญของปะการัง

          แนวปะการังเป็นระบบนิเวศที่มีคุณค่าและประโยชน์นานัปการ แต่มักถูกมองข้าม และไม่ค่อยจะได้รับความสำคัญ

          1. เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์นานาชนิด ทั้งนี้เพราะลักษณะที่มีซอกมีโพรงอยู่ทั่วๆ ไปทำให้เหมาะต่อการหลบภัยเป็นที่อยู่และหาอาหารหลายชนิดมีค่าทางเศรษฐกิจสามารถที่จะจับมาใช้อย่างถูกวิธี การอนุรักษ์ได้ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา หลายชนิดเป็นที่นิยมในการบริโภค ตลอดไปจนถึงการสะสม ทำให้มีราคาแพงและเป็นที่ต้องการของตลาดมาก

          2. แนวปะการังตามชายฝั่งมีส่วนในการช่วยลดความรุนแรงของคลื่นที่กระทำต่อชายฝั่งได้ เมื่อคลื่นปะทะกับปะการังที่ขอบแนวปะการัง คลื่นจะแตกตัวทำให้ความรุนแรงที่กระทบหาดทรายลดลง ในหลายๆ แห่งซึ่งปะการังถูกทำลายไป ชายฝั่งทะเลจะถูกกัดเซาะและพังทลาย ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก

          3. แนวปะการังเป็นแหล่งท่องเที่ยวใต้ทะเล เนื่องจากความสวยงาม ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต น้ำที่ใสสะอาดและองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้บริเวณแนวปะการังกลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและดึงดูด นักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี และขณะนี้จำนวนนักดำน้ำกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทยและต่างประเทศกำลังนิยมดำน้ำในประเทศไทยกันมากขึ้น

          4. ความสิ่งคัญของปะการังและสิ่งมีชีวิตในทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขกำลังขยายตัวอย่างมาก เพราะสามารถสกัดสารเคมีจากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์กันได้นานัปการ เช่นทำครีมทาป้องกันแสง อัลตราไวโอเลตซึ่งทำลายเซลล์ผิวหนัง การสกัดสารต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในการทดลองเกี่ยวกับโรคมะเร็ง การค้นหาสารเพื่อขับไล่ปลาฉลาม เป็นต้น

          5. นอกจากคุณค่าดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ปะการังยังมีคุณค่าในการทำให้เกิดทรายกับชายหาด โดยเกิดจากการสึกกร่อนแตกย่อยของโครงสร้างหินปูน โดยการกัดกร่อนจากสัตว์ทะเลบางชนิด และโดยคลื่น เป็นต้น


ปะการังถูกทำลายเนื่องจากสาเหตุใดบ้าง ?

1. การจับสัตว์น้ำในแนวปะการัง เช่น
    1.1 เรืออวนรุน และเรืออวนลากที่ลักลอบเข้ามาทำการประมงในเขต 3,000 เมตร ซึ่งเป็นแหล่งปะการังซึ่งเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำวัยอ่อนซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการทำลายปะการังอย่างเดียวเท่านั้นยังเป็นการทำลาย ระบบนิเวศทางทะเลอีกด้วย และปัญหานี้ค่อนข้างรุนแรงมาก
   1.2 การระเบิดปลา ส่งผลให้ปะการังหักพังแหลกสลายนี่ก็เป็นการทำลายปะการังอย่างรุนแรง เพราะปะการังจะหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โอกาสที่จะกลับมาเหมือนเดิมใช้เวลานานมาก
   1.3 การใช้สารเคมีเบื่อปลา จะทำให้สารเคมีที่ตกค้างทำลายปะการังและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จนตายหมด

2. การท่องเที่ยว เกิดจากการที่นักท่องเที่ยวไปเดินหรือยืนบนปะการัง รวมทั้งการทิ้งสมอเรือที่นำนักท่องเที่ยวเข้าไป แม้ปัจจุบันจะมีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งมีการผูกทุ่นเพื่อจอดเรือ แต่ยังมีเรือหลายลำที่ยังทิ้งสมอ ลงไป และการก่อสร้างชายฝั่งเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว จะมีผลกระทบอย่างมากหากสร้างลงไปบนปะการัง เช่นสร้างท่าเรือ ขุดลอกร่องน้ำเพื่อเอาเรือเข้า เป็นต้น

3. การพัฒนาที่ดินบริเวณใกล้เคียงชายฝั่ง การก่อสร้างที่ยื่นล้ำลงไปในชายหาด ทำให้ทรายถูกพาเคลื่อนไป อาจไปทับถมปะการังได้ หรือก่อสร้างโดยเปิดหน้าดินออกทำให้เกิดการชะตะกอนลงไปในน้ำไปคลุมปะการัง ตายได้ การทิ้งของเสียและสิ่งปฏิกูลลงในบริเวณปะการัง ก็ทำให้เสียสมดุลของระบบนิเวศ เช่น สาหร่ายจะเกิดมากขึ้นปกคลุมปะการังให้ตายหมดเมื่อมีน้ำเสียทิ้งลงไป เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ

4. การทำเหมืองแร่บริเวณใกล้เคียงแนวปะการัง ไม่ว่าบนบกหรือในทะเล น้ำล้างแร่นั้นมีตะกอนมากจะทำให้ปะการังตายได้


เครดิตเวป sanook

9
ปะการัง / Re: มหัศจรรย์ชีวิตในแนวปะการัง
« เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2020, 01:27:54 PM »

10
ปลา / Re: ปลาทองญี่ปุ่น!? Odontanthias
« เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2020, 02:17:09 PM »
ตู้60เลี้ยง3ตัวได้ไหมครับ
เลี้ยงได้สบายๆครับ

11
ปะการัง / Re: มหัศจรรย์ชีวิตในแนวปะการัง
« เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2020, 12:34:35 PM »

12
ปะการัง / Re: มหัศจรรย์ชีวิตในแนวปะการัง
« เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2020, 12:23:45 PM »

13
ปะการัง / มหัศจรรย์ชีวิตในแนวปะการัง
« เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2020, 12:21:43 PM »

14



หากใครเคยไปดำน้ำหรือไปเที่ยวทะเล จะสังเกตเห็นว่า ปะการังใต้ท้องทะเลนั้นมีสีสันสดใสสวยงาม แต่ปัจจุบันวิกฤตการณ์ใต้ทะเลกำลังรุกล้ำปะการัง เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร วันนี้เรามีคำตอบ   
 

ปะการังฟอกขาวคืออะไร


ปะการังเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถเจริญเติบโตได้เพียงลำพัง ปะการังและสาหร่ายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในภาวะพึ่งพาอาศัยกัน (Mutualism) ดังนั้น พวกมันจึงดำรงชีวิตและเติบโตร่วมกัน กระทั่งกลายเป็นแนวปะการังขนาดใหญ่ ปะการังจะอาศัยอยู่กับสาหร่ายใต้ทะเลขนาดเล็กที่เกาะอยู่ตามปะการัง การที่เราเห็นปะการังมีสีสันสวยงามหลากสีนั้น เป็นเพราะสีของสาหร่ายตัวจิ๋วที่เกาะอยู่ตามปะการังนั่นเอง สาหร่ายนี้มีชื่อว่าสาหร่าย ซูแซนเทลลี (Zooxanthele) ซึ่งทำหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสง ให้ธาตุอาหารที่มีส่วนช่วยให้ปะการังเจริญเติบโต และสร้างสีสันหลากสีให้กับปะการังด้วย


ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ก็คือ ปรากฏการณ์ที่ปะการังมีสีซีดจาง เนื่องจากภาวะการสูญเสียสาหร่ายที่ชื่อว่า ซูแซนเทลลี (Zooxanthellae) เพราะปะการังนั้นเป็นสัตว์ที่ถือว่าบอบบางและไวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเพียง 1-2 องศาเซลเซียส นานติดต่อกันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ก็ทำให้ปะการังเหล่านี้เกิดความเครียด เมื่อเกิดความเครียด สาหร่ายตัวจิ๋วที่คอยให้อาหารและสีสันกับปะการัง จึงต้องเคลื่อนย้ายไปอยู่อาศัยที่อื่นเพื่อความอยู่รอดของมัน ส่งผลให้เกิด "ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว”

 

ปะการังที่อ่อนแอทนต่อการฟอกขาวไม่ไหวก็จะตายไป ส่วนปะการังที่สามารถทนต่อการฟอกขาวได้จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2-3 เดือน ดังจะเห็นได้ในใต้ท้องทะเลปัจจุบัน ที่เราเห็นปะการังเป็นสีขาวใต้ท้องทะเล นั่นเป็นสัญญาณว่า ปะการังเหล่านี้อ่อนแอมากและกำลังจะตายนั่นเอง แต่หากอุณหภูมิลดลง ปะการังเหล่านี้ก็จะสามารถฟื้นฟูและเจริญเติบโตได้ดังเดิม




สาเหตุของการเกิดปะการังฟอกขาว

สาเหตุหลักของการเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวมาจากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น เนื่องจากการแปรปรวนของสภาพอากาศจาก “ภาวะโลกร้อน” ส่วนปัจจัยอื่น เช่น ความเค็มของน้ำทะเลที่เปลี่ยนไป จากการที่น้ำจืดปริมาณมากจากการที่ฝนตกต่อเนื่องไหลลงทะเล หรือแม้แต่มลพิษที่เกิดจากมนุษย์ ช่น การประมง การท่องเที่ยว ก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวได้เช่นกัน

 

ปัญหาปะการังฟอกขาวสื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกที่แย่ลง การเกิดปะการังฟอกขาวที่ทวีความรุนแรง  เป็นผลมาจากปรากฏการณ์เอลนิโญและลานิญา สภาวะอากาศแปรปรวน พื้นที่ที่เคยแห้งแล้ง ร้อนจัด กลับฝนตกหนัก หรือพื้นที่ที่เคยมีฝนตกหนักกลับฝนตกหนักกว่าเดิม ซึ่งปรากฏการณ์นี้เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน ซึ่งหากอุณหภูมิโลกของเรายังสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จะส่งผลให้ปะการังตายและทำให้ใต้ท้องทะเลเสียความสมดุลก่อให้เกิดปัญหาใหญ่แก่ท้องทะเลอีกด้วย




จะเห็นได้ว่าภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ทั้งทางใต้ทะเลและบนพื้นโลกอย่างมากเลยนะคะ สาเหตุหลักก็เกิดมาจากมนุษย์เรานี่แหละ ดังนั้น เราก็ต้องเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้อุณหภูมิของโลกไม่สูงขึ้น เช่น การลดการใช้รถยนต์ ใช้รถสาธารณะแทนเพื่อลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ หรือร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มก๊าซออกซิเจนในอากาศ แม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้นแค่จุดเล็ก ๆ เมื่อมาร่วมมือกันก็จะช่วยโลกใบใหญ่ของเราได้

แหล่งข้อมูล
National Ocean Service. What is coral bleaching? สืบค้นเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2561
coralreefimagebank.org. CORAL BLEACHING. สืบค้นเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2561
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ปรากฏการณ์ฟอกขาว (Bleaching). สืบค้นเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2561


15
ปะการัง / Re: ธรรมชาติสร้างสรรสิ่งที่สวยงาม
« เมื่อ: มิถุนายน 27, 2020, 02:31:08 PM »

หน้า: [1] 2 3 4